เมื่อวานได้ไปฟังประชุมของอาจารย์ภาคเหนือที่มหาวิิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์นมาครับ(เค้าให้ผมไปทำอะไรเนี่ย = =)
หัวข้อการประชุมหนึ่งในนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับกับการวัดระดับแบบใหม่ที่จะจัดขึ้นในปีหน้าครับ ทั้งในเรื่องของเวลา รูปแบบ เนื้อหา ลักษณะข้อสอบต่างๆและข้อมูลหลายๆอย่างที่(คาดว่าน่าจะ)สำคัญต่อผู้สอบ ด้วยเหตุนี้ ผมเลยอยากเอาข้อมูลที่ได้รับมาลองบอกต่อๆกันครับ เนื่องจากเนื้อหาการสอบแบบใหม่นั้นต่างกับปีที่ผ่านมาพอสมควร ใครไม่ได้เตรียมตัวไปก่อน หรืออ่านแต่เนื้อหาแบบเดิมๆไปคงได้ตายคาห้องสอบแหงครับ = =
*สำหรับใครต้องการอ่านเนื้อหาเอง สามารถโหลดข้อมูลได้จากเว็บJLPTโดยตรงเลยครับ
จุดที่วัดระดับแบบใหม่ต่างจากวัดระดับที่ผ่านมา
-เปลี่ยนชื่อโดยใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษNนำหน้า โดยมาจากคำว่า NihongoและNew
- แบ่งการสอบออกเป็น5ระดับ(จะพูดในรายละเอียดต่อไป)
-การแบ่งเวลาสอบในแต่ละพาร์ทไม่เหมือนเดิม
-แบ่งการสอบออกเป็นสองช่วง เดือน7(เฉพาะN1, 2และ3) และเดือน12
-คะแนนเต็ม180คะแนน
-เนื้อหาการสอบที่ปรับให้หลากหลายยิ่งขึ้นและยากขึ้นกว่าเดิม !
-การคิดคะแนนจะมีการปรับให้มีความเสมอภาคกัน(等化) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาข้อสอบยากง่ายในแต่ละปีที่ไม่เท่ากัน
-การผ่านไม่ดูที่คะแนนรวม หากจะดูย่อยลงไปยังคะแนนของแต่ละพาร์ท และมีเกรดประกอบพร้อมทั้งคำอธิบาย
คร่าวๆก็ประมาณนี้ครับ จุดที่น่ากังวลคงเป็นเรื่องแนวข้อสอบใหม่และวิธีคิดคะแนนนี่ละ จุดที่ดีสำหรับผู้สอบคงเป็นการสอบที่เพิ่มรอบ และเป็นการหารายได้ให้ทางJapan Foundationมากขึ้น?
การแบ่งระดับของวัดระดับแบบใหม่
เหมือนกับที่กล่าวไปข้างต้น การสอบวัดระััดับภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่นั้นจะมีด้วยกันทั้งสิ้น5ระดับดังต่ิอไปนี้ครับ
N1 - ความยากจะเพิ่มจากสอบวัดระัดับ1แบบเก่าเล็กน้อย แต่โดยส่วนรวมถือว่ายังเหมือนเดิม
N2 - ความยากง่ายเหมือนกับระดับ2แบบเก่า
N3 - (จุดนี้คือจุดที่เพิ่มเข้ามา) ความยากอยู่ระหว่างระดับ 2 - 3 ของแบบเก่า (มันก็คือระดับที่ให้คนที่ยังสอบระดับสองไม่ผ่านเพราะความยากที่มันก้าวกระโดดเกินไปนั่นแหละ)
N4 - ความยากง่ายเหมือนกับระดับ3แบบเก่า
N5 - ความยากง่ายเหมือนกับระดับ4แบบเก่า
เพราะฉะนั้น คนที่ผ่านระดับ4ในปีนี้ ก็จะมีระดับเทียบเืท่ากับ N5ในปีหน้าครับ ส่วนคนผ่่านระดับ3ในปีนี้ก็จะมีระดับเท่ากับ N4ในปีหน้า แต่สำหรับคนผ่านระดับ1หรือ2แล้วนั้น ระดับของการสอบวัดระดับยังเท่าเดิมครับคือ N1และN2ตามลำดับ
ผู้ที่ผ่านระดับ3 หรือสอบระดับ2แล้วแต่ยังไม่ผ่าน ก็ต้องมาเลือกกันล่ะครับว่าปีหน้าจะสอบN3ซึ่งง่ายกว่าระดับสองที่ผ่านมา หรือจะสู้กับN2ซึ่งมีความยากเหมือนกับระดับ2ของปีที่ผ่านๆมาต่อไป
การคิดคะแนน
ข้อสอบแบบใหม่จะไม่มีการบอกเกณฑ์ครับว่า ระดับนี้จะต้องรู้คันจิกี่ตัว รู้ศัพท์กี่คำ เรียนมากี่ชั่วโมง บลาๆๆ การสอบจะเน้นเอาความรู้จากตัวผู้สอบโดยตรงเลยมากกว่า เนื่องจากคนเรียนปีเดียวก็อาจะเก่งกว่าคนเรียน3ปีก็เป็นได้ (เพราะงั้นไอที่เขียนผ่านๆมาของปีก่อนนั้นมันไร้ประโยชน์สิ้นดี - -)
นอกจากนี้ เนื่องจากปีก่อนๆมีปัญหาข้อสอบไม่ได้มาตรฐาน เช่นคนที่สอบระดับ2ผ่านในปีนี้แล้ว แต่พอปีถัดไปกลับไม่ผ่าน ในจุดนี้อาจเกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากข้อสอบในปีถัดไปนั้นง่ายกว่าปีที่ผ่านมา การคิดคะแนนของการวัดระดับแบบใหม่จึงจะเน้นการคิดคะแนนแบบให้มีความเสมอภาคกัน (等化) โดยจะคิดโดยดูจากภาพรวมของผู้เข้าสอบว่าทำไ้ด้หรือไม่ได้ หากมีผู้ทำได้เยอะจะสรุปว่าข้อสอบปีนั้นง่าย หรือหากมีผู้ทำได้น้อยก็จะสรุปว่าข้อสอบปีนั้นอาจจะยากไปเล็กน้อย
ตรงนี้ผมฟังไม่ค่อยเคลียร์เท่าไหร่ (แล้วไอที่เขียนไปข้างบนนั่นล่ะ...= =) พอจะสรุปได้ว่าน่าจะคิดคะแนนเหมือนพวกTOEIC TOEFLครับ โดยเทียบจากคะแนนของผู้เข้าสอบทั้งหมดแล้วดูว่าคะแนนของเราทำได้อยู่ส่วนไหนของผู้เข้าสอบทั้งหมด (ตรงจุดนี้ผมไม่เคยสอบพวกTOEIC TOEFLนะครับ - -") รอฟังเอาช่วงใกล้สอบเพื่อความชัวร์ดีกว่าครับ แต่คาดว่าข้อมูลน่าจะคร่าวๆประมาณนี้
(หากเป็นอย่างนั้นจริงจะเอาอะไรไปสู้คนจีนกับคนเกาหลีล่ะเนี่ย.......T_______T)
*ใครอ่านต้นฉบับแล้วเข้าใจหากผิดแย้งได้เลยนะครับ ผมยังไม่ได้อ่าน อาศัยเอาจากการฟังในวันงานล้วนๆ = =
การแบ่งสัดส่วนการสอบ เวลาสอบและคะแนน
เนื้อหาการสอบถูกแบ่งออกเป็นสามอย่างใหญ่ๆได้แก่
言語知識 ประกอบด้วย คันจิ ศัพท์และไวยากรณ์ (เอาอันเก่าๆมันรวมกัน)
読解 กาีรอ่าน
聴解 การฟัง
โดยแต่ละระดับจะมีการแบ่งช่วงการสอบไม่เหมือนกัน ดังรูปด้านล่างต่อไปนี้
จะเห็นว่าN1และN2รวมทั้งคันจิ ศัพท์และไวยากรณ์เข้าไว้ด้วยกัน เนื่องจากเนื้อหาที่มีอยู่กว้าง
แต่สำหรับระดับ3-5นั้น เนื่องจากเนื้อหาที่ไม่กว้างมากนัก ศัพท์และคันจิมีโอกาสที่จะนำกลับมาใช้ซ้ำได้บ่อยครั้ง ผู้สอบจึงอาจมีโอกาส เปิดดูคำตอบจากพาร์ทอื่นได้ เช่นดูวิธีเขียนคันจิจากเนื้อเรื่องที่มีมาให้ เป็นต้น จึงได้ทำการแบ่งข้อสอบสองส่วนนี้ให้อยู่แยกออกจากกัน
ในจุดนี้ คนสอบก็คงต้องตายกันไปข้างนึง จากแต่ก่อนที่มีการแบ่งสอบย่อยสามรอบ มีเวลาพักให้ในแต่ละช่วง กลับกลายเป็นสอบมาราธอน110นาทีและ105นาทีรวดตามลำดับ ก็ต้องมารอดูกันล่ะว่างานนี้มาใครจะนั่งทำข้อสอบจนสติกระเจิงก่อนกัน =_____=
ส่วนข้างล่างนี้เป็นสัดส่วนคะแนนของแต่ละพาร์ทครับ ส่วนละ60คะแนน รวมทั้งสิ้น180คะแนน
การคิดคะแนน
การคิดคะแนนแบบใหม่นั้นจะมีคะแนนเ็ต็มทั้งสิ้น180คะแนดังที่เขียนมาข้างต้น แต่จุดที่แต่งต่างจากระบบเก่าอย่างเห็นได้ชัดคือ
1. มันมีเกรดครับ นอกจากจะมีคะแนนจากส่วนที่เราทำได้แล้วมันยังจะให้เกรดประเมินเราด้วยครับ ว่าเรามีความสามารถในจุดๆนั้นดีมากแค่ไหน!!
2.จะสอบผ่านต้องผ่านทุกพาร์ทครับ ย้ำ!! ต้ิองผ่านทุกพาร์ทครับ ไม่ใช่สอบฟังระดับสามได้คะแนนโหลยโท่ยมา30คะแนนแบบผม แต่คะแนนรวมดันผ่าน อย่างนี้ระบบใหม่มันไม่ให้ผ่านครับ คะแนนแต่ล่ะพาร์ทต้องผ่านด้วยครับ ถึงจะถือว่าผ่านในระดับนั้นๆ ไม่ใช่จะมาทำพาร์ทใดพาร์ทหนึ่งให้ได้ดีอย่างเดียวแล้วจะผ่านได้ แค่นั้นมันไม่พอครับ
ลองมาดูตัวอย่างกันเถอะ
A = คะแนนมากกว่้า 67%ขึ้นไป
B = ระหว่าง34% - 67% (ครึ่งกลางๆชะมัด)
C = ไม่ถึง34%
ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่ได้มีการกำหนดแต่อย่างใดว่าเกณฑ์การผ่านอยู่ที่เกรดหรือคะแนนเท่าไหร่
เืนื้อหาในการสอบ
ไอเนื้อหาที่จะออกสอบนี่แหละ เป็นจุดที่สำคัญที่สุดและจุดที่ชวนให้น่าปวดตับมากที่สุดเช่นเดียวกัน
เพราะงั้น เรามาแบ่งกันดูทีละส่วนเถอะ
1.คันจิและคำศัพท์
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
◆ คือ ประเภทข้อสอบที่ไม่เคยมีในระบบเก่า เป็นข้อสอบแบบใหม่
◇ คือ ประเภทข้อสอบที่เคยมีในระบบเก่า แต่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบางส่วน
○ คือ ประเภทข้อสอบที่เคยมีในระบบเก่า (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)
― คือ ในระดับนั้นๆ ไม่มีออกสอบ
1.1. 漢字読み (N1 - N5)
อันแรกเลย อันนี้คนทีเคยสอบก็คงคุ้นกันอยู่แล้วกับส่วนที่ให้อ่านคันจิซึ่งเป็นแบบเก่าๆที่เราๆเคยทำกันมา
1.2. 表記 (N1 - N5)
อันนี้ก็เช่นเดียวกัน แค่เปลี่ยนจากอ่านเป็นเขียน (เข้าใจว่ากราฟข้างบนอาจพลาดตรงส่วนนี้ เนื้องจากส่วนนี้ก็มีออกในระดับN1ครับ)
1.3. 語形成 N2
อันนี้ก็เป็นอันเก่าครับ เป็นการเติมคันจิหนึ่งตัวลงในคำประสม ออกในระดับN2อย่างเดียว แน่นอนว่าคนที่เคยสอบระดับ2ในระบบเก่ามาก่อนก็น่าจะเคยผ่านตากันมาบ้างอย่างน้อยหนึ่งข้อ
1.4. 文脈規定 (N1 - N5)
เป็นคำถามที่ต้องดูบริบทต่างๆในประโยคก่อนตอบ สำหรับในระดับN5นั้น จะมีการใช้รูปประกอบด้วย

จากข้างบนจะเห็นว่าจริงๆจะเติมอะไรไปก็ไม่ถือว่าผิดแต่อย่างใด แต่ต้องดูบริบท (ภาพในระดับN5) ประกอบ จึงจะสามารถตอบคำถามได้ครับ
1.5. 言い換え類義 (N1 - N5)
อันนี้ไม่มีอธิบายเอาไว้ แต่เป็นแบบเก่า เป็นการแทนที่คำที่มีความหมายเหมือนกันของระดับ3 - 4ในระบบเก่า ส่วนระดับ1อาจเป็นการหาเสียงองที่เหมือนกันระหว่างคันจิที่ให้มา กับคันจิที่มีอยู่ในช้อยส์ หรืออาจจะเป็นการหาคำทีั่มีคำหมายเหมือนกับคำที่ให้ข้างต้น (ลองเปิดข้อสอบเก่าดูกันเอาเองแล้วกันนะครับ - -)
1.6. 用語 (N1 - N4)
เหมือนอันเก่า พาร์ืทที่ให้คำมาแล้วจงเลือกใช้ตามสถานการณ์ให้ถูกต้อง ไม่มีอธิบายเอาไว้เช่นกัน
ตัวอย่างN1
เฉลย: 1
2. ไวยากรณ์
อันนี้ล่ะชวนปวดหัวยิ่งนัก ไอข้อสอบใหม่แบบมีดาวนี่ใครมันต้นคิดเนี่ย =A= !!
2.1.文の文法1 (文法形式の判断) (N1 - N5)
ไม่มีอธิบาย เป็นไวยากรณ์แบบเก่าที่เราเคยๆทำกันมา ดูประโยคแล้วก็เลือกไวยากรณ์ลงในช่องที่ว่างเอาไว้
2.2.文の文法1 (文法形式の判断) (N1 - N5)
ไอเนี่ยแหละครับตัวปัญหา ทำให้ต้องคนเข้าสอบต้องคิดเพิ่มไปต่ออีกสองตลบ ชวนให้นึกถึงการบ้านภาษาไทยตอนประถมที่ให้แต่งประโยคขึ้นมาทันใด

ให้เอาคำทั้งสี่คำมาเรียงกันเป็นประโยคครับ แล้วดูว่าคำไหนตรงกับช่องที่มีดาว คำไหนตรงก็ให้ตอบคำนั้นลงไปนั่นแหละ! จุดที่ต้องระวังมีแค่เรียงให้ถูกต้องตามหลักภาษาเขียน ไอภาษาพูดมันไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ระวังจะโดน×แบบประโยคล่างนะครับ
ลองดูตัวอย่างของN1นะครับ

เฉลย: 1
2.3. 文章の文法 (N1 - N5)
แปลกดีครับที่ไวยากรณ์จะมีเนื้อเรื่องด้วย (อ่านกันให้ตาแฉะล่ะรอบนี้) เป็นการเลือกเติมรูปประโยคลงไปในเนื้อเรื่องที่เว้นช่องว้างไว้ให้ อ่านแล้วดูว่าประโยคไหนเหมาะสมกับส่วนที่หายไปครับ
(ตัวอย่างเนื้อเรื่องจาก N4)

3. การอ่าน
เหมือนจะง่ายลง?

3.1. 内容理解(短文)(N1 - N5)
เรื่องสั้นเหมือนปีแล้วๆมา มีทุกระดับ ความยาวของเนื้อเรื่องประมาณ 200ตัวอักษร อ่านเสร็จถามแค่ข้อเดียว
3.2. 内容理解(中文)(N1 - N5)
เรื่องขนาดกลาง ความยาวประมาณ 500 ตัวอักษร
ถามสองสามข้อ
3.3. 内容理解(長文)(N1、N3)
เรื่องยาวตามนั้นเลย ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ความยาวประมาณ1000ตัวอักษร สำหรับN1
3.4 統合理解 (N1、N2)
เป็นเรื่องที่นำบทความสองบทความมาให้เราเปรียบเทียบกัน ความยาวประมาณ600ตัวอักษร ไม่เน้นการอ่านแล้วทำความเข้าใจทั้งเนื้อเรื่อง แต่เน้นการเชื่อมข้อมูลระหว่างสองอย่างเข้าด้วยกันครับ



3.5.
主張理解 (長文)(N1、N2)
บทความยาวพิเศษที่มีเพียงเฉพาะระัดับ1และระดับ2เหมือนที่ผ่านๆมา เนื้อหามักจะเป็นบทบรรณาธิการหรือบทวิจารณ์ที่จะให้ผู้อ่านหาจุดสำคัญของเรื่องหรือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะบอกออกมา ในส่วนของเนื้อหาไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีการเพิ่มคำถามเกี่ยวกับการจัดลำดับหรือการประเมิณค่าความสำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
3.6. 情報検索 (N1 - N5)
เป็นอันใหม่ที่เน้นอ่านทำความเข้าใจอีกแล้ว ไม่เน้นตัวหนังสือเยอะๆลายตา ตัวบทความจะเป็นข้อมูลแจ้งให้ทราบในแบบต่างๆ แต่จุดสำคัญจะมีอยู่จุดเดียว ไม่จำเ็ป็นต้องอ่านทั้งหมด


4. การฟัง
ของแสลงสำหรับคนไทย แน่นอนว่ามันจะกลับมาให้รูปแบบที่เลเวลอัพขึ้นมาจากเดิม...
4.1. 課題理解 (N1 - N5)
ฟังแบบไม่มีภาพทั่วๆไปที่เคยฟังกัน เพียงแต่จะต่างกับแต่ก่อนตรงที่มีคำตอบทั้งสี่ข้อพิมพ์ไว้ให้เราเลือกบนกระดาษ

โดยแบ่งลำดับการฟังออกเป็น 1.บอกสถานการณ์ว่าใครทำอะไรกัน และถามคำถาม 2.ฟังสถานการณ์3.ทวนคำถามอีกครั้ง 4.ตอบคำถามจากตัวเลือกที่ให้

4.2. ポイント理解 (N1 - N5)
คล้ายๆกับด้านบน แต่จะมีการหยุดพักให้เราเช็คตัวเลือกว่ามีอะไรบ้างหลังจากที่บอกสถานการณ์ว่าใครทำอะไรกัน (ยกเว้นN5จะไม่มีการหยุด)

โดยแบ่งลำดับการฟังออกเป็น 1.บอกสถานการณ์ว่าใครทำอะไรกัน และถามคำถาม 2.หยุดเพื่อให้ดูตัวเลือก 3.ฟังสถานการณ์ 4.ทวนคำถามอีกครั้ง 5.ตอบคำถามจากตัวเลือกที่ให้
4.3. 概要理解 (N1 - N3)
อันนี้แหละยาก ไม่ชินเลยตอนนั่งลองฟังดู = =
ปกติข้อสอบฟังที่เราทำๆกันจะถามคำถามก่อนแล้วให้เราฟังเนื้อเรื่องเพื่อหาคำตอบ จากนั้นก็จะทวนคำตอบให้เราฟังอีกหนึ่งครั้ง แต่อันนี้จะอธิบายสถานการณ์ให้เราฟังเท่านั้น (เช่นผู้ชายกำลังคุยกัน) ไม่ถามคำถามก่อน แต่จะให้เราฟังเนื้อเรื่องเสร็จแล้วค่อยถามทีหลัง นอกจากนั้น คำตอบจะไม่มีพิมพ์ลงในกระดาษ แต่จะเป็นเสียงจากซีดีแทน

โดยแบ่งลำดับการฟังออกเป็น 1.บอกสถานการณ์ว่าใครทำอะไรกัน (ไม่ถามคำถาม) 2.ฟังสถานการณ์ 3.ถามคำถาม 4.บอกตัวเลือกทั้ง4ข้อ

4.4. 発話表現 (N3 - N5)
อันนี้จะมีรูปมาให้ แล้วให้เราเลือกตอบว่าสถานการณ์นั้นควรพูดว่าอะไร โดยคำพูดที่ให้เราเลือกตอบจะเป็นเสียงในซีดี แบ่งเป็นข้อๆให้เราฟัง


4.5. 即時応答 (N1 - N5)
คล้ายๆข้อบน แต่จะเป็นบทสนทนาสั้นๆของคนสองคนแทนภาพ โดยเราต้องเลือกตอบโดยฟังจากบทสนทนาไปว่าฝ่ายนึงพูดอะไรมา และอีกฝ่ายนึงควรตอบอะไรกลับไป โดยคำพูดที่ให้เราเลือกตอบจะเป็นเสียงในซีดี แบ่งเป็นข้อๆให้เราฟัง


4.6. 統合理解 (N1、 N2)
คล้ายๆ4.3ตรงที่จะถามคำถามหลังจากจบบทสนทนาแล้ว โดยในส่วนนี้จะเป็นบทสนทนายาว แล้วแบ่งคำตอบได้ทั้งแบบมีพิมพ์คำตอบไว้บนกระดาษและแบบเป็นเสียงจากซีดี และอาจมีการถามคำถามสองข้อจากบทสทนาเดียว

ตัวอย่างข้อสอบที่มีตัวเลือกเป็นเสียง


ตัวอย่างข้อสอบที่มีตัวเลือกเป็นตัวหนังสือที่พิมพ์ลงไปในกระดาษเลย


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
- ไม่สามารถนำข้อสอบออกมาจากห้องได้
- ไม่จำกับอายุผู้สอบ
- ระบบใหม่ไม่ได้ทำให้ผลการสอบของระบบเก่าโมฆะแต่อย่างใด
- ทางศูนย์จะไม่พิมพ์หรือเผยแพร่ข้อสอบหลังจากที่สอบแล้ว
- ไม่มีการออกสอบเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นดังที่เคยมีคน (ชาิติอื่น)ร้องขอมา
- ไำม่มีข้อสอบการเขียนหรือพูด
- ไม่สามารถนำคะแนนที่ได้จากข้อสอบจากระบบเก่ากับระบบใหม่มาเทียบกันได้
- ผลการสอบไม่มีวันหมดอายุ
คิดว่าหมดแล้วนะครับสำหรับรายละเอียดของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ ใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถดูได้ที่เว็บหลักดังที่ลงไว้ข้างต้น ขอตัดจบแค่นี่ล่ะครับ - -)/
ป.ล.หากในตอนหลังพบว่าสิ่งที่ผมเขียนมามีข้อผิดพลาดประการใด ก็ช่วยทำเป็นลืมๆมันไปนะครับ ผมฟังมาอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น อาจจะมีเบลอเผลอหลับไปบ้างเป็นบางครั้ง = ="
ป.ล.2 ดูรายละเอียด อ่านประสบการณ์ของผู้ที่เคยไปทดลองสอบมาที่บล๊อกคุณ Sore no Hime ได้นะครับ
ป.ล.3 มันจะเปลี่ยนระบบไปทำไม (ฟะ!!) อย่าให้ค่าสอบมันขึ้นนะ (เฟ้ย!!) .....T_______T
edit @ 14 Dec 2009 03:50:34 by Sigurd


